ห่างหายไปนานกับการอัพบลอค ตอนนี้อยู่อังกฤษได้วีซ่าแต่งงานสองปีมาได้ซักพักแล้วค่ะ พอดีอ่านคอมเมนต์เจอของคุณน้ำฝนว่าอยากได้รายละเอียดการขอวีซ่าแต่งง่านของอังกฤษเลยมาอัพบลอคนี้ให้อ่าน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับสาวๆที่จะมีว่าที่สามีเป็นคนอังกฤษนะคะ >__<
 
วีซ่าแต่งงานอังกฤษถือว่าได้มายากมากและใช้เวลานานมากๆๆๆๆ (เพราะเจ้าหน้าที่เค้าต้องตรวจสอบข้อมูลทั้งฝ่ายเราและฝ่ายคู่สมรสชาวอังกฤษ) ส่วนมากที่เค้าจะดูคือเป็นการแต่งงานจริงๆหรือเปล่า? คบกันมายาวนานแค่ไหน? ได้เจอกันตัวเป็นๆหรือยัง? สามี/ภรรยาคนอังกฤษมีงานและเงินพอเลี้ยงเราในกรณีที่เราหางานที่อังกฤษทำไม่ได้หรือเปล่า? มีบ้านหรือที่อยู่เป็นหลักแหล่งในอังกฤษจริงมั๊ย? 
 
ซึ่งดูๆไปมันออกจะยุ่งยากและเตรียมเอกสารเยอะ แต่ว่าถ้าข้อมูลเราแน่นโอกาสที่วีซ่าจะผ่านแบบรวดเร็วและง่ายมันก็มีสูงกว่าจริงมั๊ยคะ? ยังไงลองไปดูกันเลยดีกว่าว่าเอกสารที่ต้องจัดการมีอะไรบ้าง?
 
(ข้อมูลรวบรวมจากประสบการณ์ตรงและเวบไซด์
http://www.vfs-uk-th.com/thai/vfsglobalintroduction.html http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/countries/thailand/?langname=Thai
http://ukinthailand.fco.gov.uk/th/visiting-uk/ )
 
เอกสารที่ใช้ประกอบการขอวีซ่าอังกฤษ
 
ฝ่ายคนไทย

1. แบบฟอร์มวีซ่า = ปัจจุบันนี้ต้องกรอกข้อมูลออนไลน์แล้วปรินส์ออกมา เข้าไปกรอกข้อมูลต่างๆ ที่หน้านี้ค่ะ http://www.visa4uk.fco.gov.uk/ApplyNow.aspx 
2. รูปถ่ายสี 1 ใบ = ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน ฉากหลังสีขาว
3. พาสปอร์ต = เอาไปทั้งอันเก่าและอันใหม่ อย่าลืมถ่ายเอกสารหน้าแรกของพาสปอร์ตไปด้วย (ใช้สำหรับเป็นใบเสร็จรับพาสปอร์ตกลับมาค่ะ) ถ้าเคยไปอังกฤษแล้วอย่าลืมถ่ายเอกสารหน้าวีซ่าอันเก่าแนบไปด้วยนะคะ
4. ผลตรวจวัณโรคจาก IOM = ก่อนจะยื่นวีซ่าต้องไปตรวจปอดหาวัณโรคก่อน ถ้าปอดไม่มีปัญหาอะไรใช้เวลา 1 วันก็ได้รับใบรับรองแล้ว แต่ถ้าปอดมีรอยขาวหรือดำ คุณหมอจะให้ไปไอเอาเสมหะไปตรวจ อาจใช้เวลา 3-7 วันถ้าไม่มีอะไรน่าสงสัยก็ได้รับใบรับรองแต่ถ้าคุณหมอยังคาใจอาจโดนให้รอเพาะเชื้อ 2 เดือน (อันนี้เคยโดนมาแล้วตอนขอวีซ่านักเรียนค่ะ T^T แต่พอ 4 ปีต่อมาไปตรวจอีกรอบปอดไม่มีปัญหาอะไรเลย) ยังไงถ้าว่างๆ อยู่ก็ไปตรวจรอเอาไว้เลยนะคะ [คลิ๊กที่นี่สำหรับรายละเอียดและขั้นตอนค่ะ]
5. ผลสอบภาษาอังกฤษ A1 = ตอนนี้คู่สมรสของคนอังกฤษต้องสอบภาษาอังกฤษเพื่อรับรองว่าจะไปอยู่แล้วไม่สร้างปัญหาเรื่องการสื่อสารกันไม่เข้าใจค่ะ [อ่านรายละเอียดที่นี่ค่ะ] ขอกระซิบบอกสาวๆหรือหนุ่มๆ ที่มาเยี่ยมแฟนที่อังกฤษให้สอบภาษาอังกฤษที่อังกฤษเลยจะง่ายกว่ามากนะคะ เราสอบ KET (ต้องสมัครล่วงหน้า 1 เดือน แล้วรู้ผล 2-3 เดือนหลังสอบค่ะ ถ้าคิดจะแต่งงานกันจริงๆ ก็ควรไปสอบเอาไว้รอเลยนะคะ)
6.เอกสารส่วนตัวต่างๆ = สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบสูติบัตร ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลก็ต้องเอาเอกสารการเปลี่ยนชื่อทั้งของจริงและสำเนาแนบไปด้วย ถ้าเคยแต่งงานแล้วก็ต้องยื่นใบหย่าเป็นหลักฐานว่าเรากลับมาโสดแล้วด้วยค่ะ
7.เอกสารการเงิน = ควรไปขอเอกสารแจ้งยอดเงินในบัญชีย้อนหลัง 6 เดือนกับธนาคารส่งไปด้วยเพื่อยืนยันว่าจะไม่ไปอดอยากที่อังกฤษ อย่างน้อยๆเราพอมีเงินเก็บบ้าง
8.จดหมายแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษ = ควรมีจดหมายบอกคร่าวๆ ว่าเราเป็นใครพบเจอกับแฟนได้อย่างไร ไปอยู่อังกฤษมาแล้วหรือยัง (ถ้ายังก็ไม่ต้องกังวลนะคะ เขียนแนะนำตัวไปคร่าวๆเฉยๆค่ะ)
9.ค่าวีซ่า = ไปจ่ายที่ธนาคารตรงข้างล่างอาคารรีเจนท์เฮาท์วันทำงีซ่าเลยก็ได้ค่ะ พอจ่ายเงินแล้วเค้าจะให้ใบเสร็จมายื่นกับวีซ่า (ตรวจสอบค่าวีซ่าก่อนไปด้วยนะคะ ตอนที่ไปทำค่าวีซ่าสี่หมื่นกว่าบาทค่ะ)
 
ฝ่ายคนอังกฤษ
 
1.สำเนาพาสปอร์ต = ควรถ่ายเอกสารหน้าที่มีการเดินทางเข้าออกประเทศไทยให้เจ้าหน้าที่ด้วยนะคะ เค้าจะได้รู้ว่าเคยมาไทยและพบเราแล้ว (อันนี้ค่อนข้างสำคัญเพราะเค้ากลัวว่าจะไม่ใช่การแต่งงานจริงๆ เป็นการแต่งงานบังหน้าเพื่อให้คนไทยไปทำงานหรือซื้อพาสปอร์ตอังกฤษค่ะ)
2.จดหมายแนะนำตัว = ของแฟนก็ต้องเขียนแยกนะคะ ให้เค้าเขียนว่าเป็นใคร ทำอาชีพอะไร รายได้เท่าไหร่ อยู่ที่ไหน แล้วก็ให้เค้ารับรองด้วยว่าระหว่างเราอยู่อังกฤษจะเป็นสปอนเซอร์ออกค่าใช้จ่ายต่างๆให้
3.จดหมายรับรองอาชีพการงาน = ให้เค้าขอที่บริษัทหรือที่ทำงานมาว่าได้รับการว่าจ้างกี่ปี เงินเดือนเท่าไหร่
4.เอกสารการเงิน = ย้อนหลัง 6 เดือนเช่นกัน อันนี้สำคัญมากเพราะตอนนี้อังกฤษนำกฎหมายใหม่เข้ามาระบุว่าฝ่ายอังกฤษจะต้องมีเงินเดือนขั้นต่ำ 18,600 ปอนด์ต่อปี ถ้าฝ่ายไทยต้องการเอาบุตรไปอยู่ด้วยเงินเดือนขั้นต่ำต้องเป็น 22,400 ปอนด์ ถ้ามีเด็กมากกว่าหนึ่งคนต้องเพิ่มเงิน 2,400 ต่อเด็กหนึ่งคน [อย่าลืมแนบสลิปเงินเดือนมาด้วยหกเดือนนะคะ]
5.หลักฐานที่อยู่ = เอาใบสัญญาซื้อบ้าน ใบสัญญาเช่าบ้านของแฟนที่อังกฤษใส่มาด้วย เป็นการรับรองว่าไปแล้วมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง 
6.เอกสารส่วนตัวต่างๆ = ใบสูติบัตร ถ้าเคยแต่งงานแล้วก็ต้องแนบใบหย่าตัวจริงและสำเนา สำเนาใบรับรองความโสด ถ้ามีเอกสารการจ่ายเงินค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ใบเสียภาษี ก็แนบไปด้วยก็ดีค่ะ 
 
เอกสารแสดงความสัมพันธ์
 
1.ใบทะเบียนสมรส = สำคัญที่สุดค่ะ เอาตัวจริงทั้ง คร.2 และคร.3 พร้อมถ่ายสำเนา(ไม่แน่ใจว่าต้องแปลและรับรองในขั้นนี้ด้วยหรือเปล่า แต่ว่าก่อนไปอยู่อังกฤษก็ต้องเอาไปแปลและรับรองโดยกรมกงศุลเหมือนใบรับรองความโสดอยู่ดี เราก็เลยเอาไปรับรองแล้วค่อยยื่นวีซ่าจะได้ไม่ต้องไปๆ มาๆ เพื่อความชัวร์ด้วยค่ะยังไงก็ต้องทำอยู่แล้ว)
2.หลักฐานความสัมพันธ์ = ถ้าจัดงานแต่งงานแล้วก็แนบการ์ดกับรูปถ่ายในวันงานไปด้วย นอกจากนี้ก็ต้องมีหลักฐานว่าเคยพบเจอกัน พูดคุยกันบ่อยๆ อาจเป็นรูปถ่ายตอนไปเที่ยวด้วยกันหรืออีเมลล์ที่ส่งคุยกันค่ะ ระยะเวลาที่รู้จักกันยิ่งยาวยิ่งดี ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราคบหากันจริงๆ และได้พบกันตัวเป็นๆ มีเวลาศึกษากันและกันพอสมควร เนื่องจากสมัยนี้สื่อรักออนไลน์มีเยอะมากเจ้าหน้าที่ต้องมั่นใจจริงๆว่าทั้งคู่เป็นคู่รักกันจึงจะให้วีซ่าค่ะ
[อันนี้ขอแนะนำเป็นการส่วนตัวหน่อยนะคะว่าอย่างน้อยๆ แฟนอังกฤษควรมาที่ไทยและได้เจอเรา มีเวลาด้วยกันได้พูดคุยคบหากันจริงๆจังๆ และเราเองก็ควรไปทดลองอยู่ที่อังกฤษซัก 3-6 เดือนด้วยวีซ่าท่องเที่ยวก่อน เพราะชีวิตจริงไม่ใช่นิยายนะคะที่จะพบรักแล้วแต่งงานแฮปปี้เอนดิ้งยังต้องมีอะไรๆ อีกมากที่ต้องเจอไปด้วยกัน ทั้งวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน ภาษา อาหารการกิน อากาศหนาวแถมมีฝนตกอยู่ตลอดเวลาแบบอังกฤษแท้ๆ บรรยากาศชวนหดหู่ งานการที่ต้องทำที่ต่างประเทศ ขอบอกว่าอังกฤษเป็นประเทศที่ต้องมาอยู่แล้วถึงจะรู้ว่าเราจะอยู่ได้นานแค่ไหนค่ะ (ตอนมาเรียนที่นี่ตอนปี 2008 เราร้องไห้อยากกลับบ้านทุกวัน เศร้าทุกวันเลยนะคะ) ที่สำคัญที่สุดคือตัวเรากับแฟนอังกฤษไปด้วยกันได้หรือไม่ ซึ่งถ้าจะตอบคำถามนี้ก็ต้องทดลองอยู่ด้วยกันก่อนค่ะ อย่าตัดสินใจจะมาเพียงเพราะว่าเรารักเค้าแล้วก็ต้องมานั่งเสียใจทีหลังว่าไม่ควรแต่งงานเลย การอยู่ต่างประเทศไม่ได้มีแต่ได้เที่ยวได้เจออะไรใหม่ๆอย่างเดียว อย่าลืมว่าเราต้องปรับตัวเยอะมากๆ ถ้าแฟนไม่รักเราจริงแล้วมันเป็นทุกข์สุดๆ ต้องดูใจกันนานๆก่อนตัดสินใจค่ะ]
 
--------------------------------------------------------------------------
 
ขั้นตอนการยื่นขอวีซ่า
 
1. จองวัน