[พาเที่ยวอิตาลี] Day-2: กรุงโรม

posted on 22 Nov 2012 04:32 by travelling-ok  in Italy  directory Travel, Diary
วันที่สองของการไปเที่ยวอิตาลีครั้งนี้คือการเดินตะลุยรอบกรุงโรม ฟังดูแล้วเหมือนเป็นการทรมานตัวเองแบบไม่สมควร แต่ว่าจริงๆ แล้วสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงโรมมันใกล้กันมากๆ แล้วถ้าไปในช่วงที่อากาศดีๆ ไม่ร้อน ก็ทำให้เดินได้อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องเสียค่าเดินทาง(เดือนไหนก็ได้ที่ไม่ใช่กรกฏาคมหรือสิงหาคมที่ร้อนเหยียบๆไทย) 
 
ปกติการเดินทางในกรุงโรมที่สะดวกที่สุดคือการใช้รถไฟใต้ดินหรือที่เรียกว่า Metro ที่กรุงโรมมีแค่ 2 สาย ถ้าไปไกลๆหน่อยก็จะช่วยลดภาระในการเดินได้เยอะ ค่าใช้จ่ายก็แค่ 1.5 ยูโร ต่อการเดินทางไปสู่จุดหมาย 1 ครั้ง ซึ่งจะเปลี่ยนรถกี่ครั้งก็ได้ภายในเวลา 75 นาทีหลังจากสอดตั๋วผ่านประตู อีกทางนึงคือรถบัส มีทั้งรถประจำทางราคาเดียวกับรถไฟใต้ดินและรถบัสพิเศษที่วิ่งเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวแบบขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ภายใน 1 วัน แต่ราคาแพงหน่อยแล้วก็ต้องดูตารางรถกับสถานที่จอดรับคนด้วย 
 
ตอนแรกกะว่าจะลงรถไฟใต้ดินไปขึ้นที่สถานีโคลอสเซียม แต่ว่ารอบนี้เจอแจ๊คพ็อตที่เจ้าหน้าที่สไตรค์กัน (คนอิตาลีสไตรค์เป็นว่าเล่น ไม่พอใจก็หยุดงาน แต่ว่าเค้าจะแจ้งให้ทราบก่อนว่าจะหยุดวันไหน ก่อนไปเที่ยวเช็คหน่อยนะคะว่าโดนบ้างรึเปล่า) รถไฟใต้ดินเลยหยุดทำการครึ่งวัน ตอนแรกนี่แตกตื่นเลยเพราะว่ามัน "ตั้ง" สองสถานี แต่สุดท้ายก็ตกลงใจได้ว่าเดินก็เดิน (เดินจากสถานีรถไฟกลางไปสถานีโคสอสเซียม)
 
จริงๆ การเดินเที่ยวเป็นการทำให้เราได้เห็นบ้านเมืองเค้าได้ทั่วๆ ที่อิตาลีมีร้านเล็กๆ น่ารักๆ ให้ดูตลอดทาง แถมสีอาคารต่างๆ ก็สวยๆ หวานๆ เน้นไปทางโทนสีส้ม สีน้ำตาล ขนาดสีชมพูก็ยังเข้ากับโทนของเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ 
 
เดินๆ ไปแป๊บเดียวก็เห็นโคลอสเซียมมาแต่ไกลเลย (ไม่ไกลอย่างที่คิดแฮะ) จริงๆก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือว่าโชคร้ายที่รถไฟสไตรค์ทำให้คนไม่เยอะอย่างที่เคยเป็น พอข้ามถนนแล้วก็ตรงไปต่อแถวซื้อตั๋วได้ทันที ตอนนี้เค้ารวมตั๋วโคลอสเซียม palatine hill และRoman forum เข้าด้วยกันแล้วซื้อที่เดียวเที่ยวได้สามแห่ง 
 
โฉมหน้าโคลอสเซียม ที่ที่มีการแข่งขันการต่อสู้ทั้งคนทั้งสัตว์ ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องเกลดิเอเตอร์ก็ต้องรู้ได้เลยว่าที่นี่แหล่ะที่เค้าใช้ต่อสู้กันจริงๆ ในอดีต 
 
ข้างในขอโคลอสเซียมที่เหลือแต่เค้าโครง (จริงๆเคยเหลือมากกว่านี้แต่ว่ามีโป๊บคนนึงดันอนุญาตให้คนขนหินอ่อนออกไปใช้ก่อสร้างอย่างอื่น ตอนนี้เลยเหลือแหว่งๆแบบนี้)
 
มองจากด้านข้าง โชคดีที่มีโครงสร้างที่คุ้มแดดอยู่บ้างไม่งั้นได้ไหม้กันพอดี อากาศร้อน แดดแรงสุดๆ ถ้าใครไปช่วงหน้าร้อนนี่ต้องเตรียมหมวกกับครีมกันแดดดีๆเลย
 
มองเห็นด้านล่างที่มีห้องต่างๆ ใต้สนามต่อสู้ ข้างล่างลึกมากๆ เต็มไปด้วยห้องเยอะแยะเหมือนเขาวงกต ที่นี่เราสามารถเดินรอบโคลอสเซียมได้ตรงชั้นที่สอง แต่เดินลงไปข้างล่างตรงที่เคยเป็นที่ต่อสู้ไม่ได้ยกเว้นแต่จะจองทัวร์พิเศษจ่ายเพิ่มจะมีคนพาลงไปด้านหน้าที่เป็นพื้นไม้เพื่อเพิ่มอรรถรส(ได้เห็นมุมที่เหล่าเกลดิเอเตอร์เคยเห็น)
 
วิวของโรมัน ฟอรั่มที่มองจากโคลอสเซียม ตรงนี้ก็เป็นซากเมืองเก่าที่หลงเหลืออยู่ คล้ายๆ อยุธยาบ้านเรา
 
มีประตูชัยตั้งอยู่ด้านข้างโคลอสเซียมด้วย เล็กกว่าที่ปารีสนิดหน่อย แต่ความเก่านี่ชนะขาด
 
หลังจากเดินในโคลอสเซียมจนพอใจแล้วก็เดินหน้าไปยังเนิน palatine hill (ตอนนี้ประตูเข้าโรมัน ฟอรั่มที่ใกล้ที่สุดคือผ่านเนินpalatine hill แต่เมื่อก่อนสามารถเดินตัดจากโคลอสเซียมไปโรมัน ฟอรั่มได้เลย)
 
วิวของโคลอสเซียมที่มองจากเนิน palatine hill ที่เนินนี่มีทางเดินสวยๆ มีต้นไม้ มีที่ให้นั่งเล่นพักผ่อนได้ตลอดทาง มีป้ายบอกเป็นระยะๆ ว่าถึงไหนแล้ว และมีอะไรให้ดูบ้าง ส่วนเราต้องการเก็บแรงไว้ตอนบ่ายเลยไม่ได้เดินสำรวจให้ทั่ว (มีซากโบราณของตึกต่างๆ มีสนามม้า มีบ้านเก่าๆและสวนมะกอกใหญ่มากกกก)
 
วิวของโรมัน ฟอรั่มที่ถ่ายจากทางลงเนิน มุมนี้สวยมากๆ เพราะว่ามองเห็นได้หมดเลยว่าอะไรอยู่ตรงไหน
 
เดินลงมาจากเนินก็เข้าสู่เขตโรมัน ฟอรั่มเต็มตัว มีซากปรักหักพังของอาคาร โบสถ์ เสาฟอรั่มที่ยังหลงเหลืออยู่ ชอบที่นี่มากๆ เพราะว่ามันสวยแบบเก่าแก่ ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งก่อสร้างเหล่านี้มีอายุเป็นพันปีแล้ว
 
แท่งเสาอาคารที่เหลืออยู่แบบโดดเดี่ยว โชคดีตอนไปรอบนี้ได้เจอนักเโบราณคดีมาขุดซากต่างๆเพิ่มด้วย เห็นเค้าทำงานกันแล้วก็อดทึ่งไม่ได้ หวังว่าจะเจออะไรเพิ่มเติมกันนะ
 
พอเดินจนทั่วโรมัน ฟอรั่มแล้วก็หาทางออก สมัยก่อนที่เคยมามีประตูที่เดินทะลุป้อมประตูชัยไปออกที่อนุสาวรีย์พระเจ้าEmanuele ได้เลย (ตรงตึกสีขาวๆ) แต่ว่ารอบนี้ประตูนั้นปิดเลยต้องเดินย้อนกลับมาออกประตูกลางแทน ถ้าไม่อยากเดินย้อนไปย้อนมาก็ให้ดูตึกสีขาวๆว่าตรงนั้นคนออกไปได้รึเปล่า ถ้าไม่ได้ก็เดินออกที่ประตูกลางที่ติดถนนใหญ่ไปเลย 
 
จบจากโคลอสเซียม เนินpalatine และโรมัน ฟอรั่มก็ปาเข้าไปเที่ยงกว่าๆแล้ว ก่อนจะเดินต่อไปก็ต้องหาอาหารกลางวันก่อน คิดว่าหลายๆคนคงรู้จักอาหารอิตาเลี่ยนดีกันอยู่แล้วก็ขอข้ามไปแล้วกัน แต่ว่ามีอย่างนึงที่ต้องมาแนะนำให้ลองกันให้ได้ถ้ามีโอกาสไปอิตาลี
 
นั่นก็คือนี่เลย...น้ำผลไม้เข้มข้น
ลองไปสองรสคือ แอปริคอต กับ แพร์...หลังจากดื่มไปได้อึกนึงก็ต้องร้องว๊าวววววววว เพราะว่ามันได้รสผลไม้แบบเหมือนกินแอปริคอนสดๆกับแพร์สดๆ ดื่มแล้วสดชื่นมากๆ เต็มอิ่มกับรสผลไม้สดมากๆ ตอนแรกนึกว่าเค้าคั้นสดแต่ว่าที่ไหนได้เป็นน้ำผลไม้ที่ขายเป็นขวดๆ ที่ซื้อตามซุปเปอร์มาร์เกตได้ราคาถูกกว่าในร้านอาหารซะอีก (ขนาดราคาในร้านอาหารยังถูกกว่าโค้กเลย) พอรู้ว่ามีขายทั่วไปเท่านั้นแหล่ะ..ตามดื่มหมดทุกรสเลย ที่เด็ดสุดคือสตอร์เบอร์รี่ ดื่มแล้วเหมือนกินสตอร์เบอร์รี่สดๆหลายๆลูกรวมกัน ยังไงถ้ากินอาหารในร้านอาหารอิตาลีก็ไม่ต้องไปสั่งโค้กหรือน้ำส้มกันนะคะ มาลองน้ำผลไม้เมืองหนาวกันดีกว่า ราคาถูกกว่าแล้วก็เด็ดดวงกว่าเยอะเลย (พิมพ์แล้วอยากดื่มอีก ฮื้อๆๆ) 
 
หลังจากเติมพลังเสร็จก็เดินไปที่อนุสาวรีย์ Emanuele เป็นอาคารสีขาวที่โดดเด่นมากๆ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์กับเหล่าฮีโร่ ข้างในมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการทหารที่เข้าชมได้ฟรี แล้วก็มีวิวตรงระเบียงทางเดินให้ดูเมืองโรมกับโคลอสเซียมได้อย่างใกล้ชิด (มีห้องน้ำให้เข้าฟรีด้วย แต่อาจต้องต่อแถวหน่อยถ้านักท่องเที่ยวเยอะๆ)
 
วิวจากระเบียง เห็นยอดโบสถ์ถี่มากๆ เพราะที่กรุงโรมมีโบสถ์แถบทุกมุมถนนไม่ต่างจากบ้านเราที่มีวัดวาอารามให้เห็นตลอด
 
วิวด้านข้าง ตรงลานนี้เป็นอีกลานที่มีชื่อเสียงมากๆ เห็นว่าไมเคิลแองเจโลเป็นคนออกแบบ 
 
ข้างๆอาคารมีโบสถ์อยู่ เราก็เข้าไปนั่งพักซักหน่อย ข้างในประดับด้วยโคมไฟระย้าแปลกตามากๆเพราะปกติไม่เคยเห็นโบสถ์ที่ไหนเอาโคมมาประดับมาก่อน
 
ถ้าใครสนใจจะขึ้นลิฟท์ชมวิวกรุงโรมก็สามารถใช้บริการได้ (ราคาประมาณ 6-7 ยูโร จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่แน่) อันนี้เราไม่ได้สนใจมากนักเพราะว่าแค่เดินรอบระเบียงก็สามารถเห็นอาคารต่างๆ รวมทั้งโคลอสเซียมได้อยู่แล้ว เลยประหยัดเงินไม่ขึ้นดีกว่า 
 
พอนั่งหายเหนื่อยแล้วก็ได้เวลาเดินลุยต่อ ที่ต่อไปคือวิหารแพทธีออนซึ่งเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโรมที่ยังหลงเหลืออยู่ รูปนี้เป็นระหว่างทางเดินไปแล้วเห็นตึกสีหวานสวยดีเลยเอามาแปะให้ชมกันค่ะ
 
ด้านหน้าของแพทธีออนมีเสาโอเบลิสก์จากอียิปต์ด้วย ที่โรมนี่เหมือนปารีสอยู่อย่างนึงคือไปที่ไหนๆ ก็จะเห็นแต่เสาโอเบลิสก์จากอียิปต์ 
 
ภายในแพทธีออนเป็นที่ฝังศพบุคคลสำคัญมากมาย หนึ่งนั้นก็คือราฟาเอลผู้โด่งดังจากการวาดรูปที่พิพิธภัณฑ์ในวาติกัน น่าเสียดายที่เค้าเสียชีวิตตอนที่อายุน้อยมากๆไม่อย่างนั้นเราคงได้เห็นฝีมือการวาดภาพของเค้ามากกว่านี้
(ในหนังเรื่องแองเจิล แอนด์ เดมอน นี่คือที่ที่โรเบิร์ต แลงดอนคิดว่าคือวิหารแห่งดินแล้วก็มาเป็นที่แรกเลย เดี๋ยวเอนทรี่หน้าจะพาไปดูวิหารแห่งดินของจริงค่ะ)
 
เดินจากแพทธีออนออกมาประมาณ 2 บลอคถนนก็จะเจอกับ Piazza Nanova (มีป้ายบอกทางตลอดไม่ต้องกลัวหลง) ที่นี่เป็นลานพักผ่อนหย่อนใจของชาวอิตาเลียนและนักท่องเที่ยวที่มาพักขาแล้วละเลียดดื่มกาแฟแก้วน้อยๆ(แต่รสชาติแร๊งงง)แบบอิตาเลียนแท้ๆกัน สำหรับลิ้นคนไทย..คาปูชิโน่เป็นตัวเลือกที่เริ่ดมาก ส่วนเอสเปรสโซ่มันจะขมและเข้มมากกว่าบ้านเราเยอะ 
 
น้ำพุจตุมหานที หรือน้ำพุแม่น้ำสี่สายสำคัญของโลกคือ แม่น้ำดานูบ แม่น้ำแยงซีเกียง แม่น้ำไนล์ และแม่น้ำอะเมซอน
 
ถ้าจำกันได้ในหนังตรงนี้คือที่ที่นักฆ่าเอานักบวชมาถ่วงน้ำ แต่ว่าไปดูของจริงแล้วรู้สึกว่าน้ำมันลึกแค่คืบเดียว จะไปถ่วงคนทั้งตัวได้ยังไงก็ยังสงสัยอยู่จนถึงตอนนี้
 
ตรงลานที่ Piazza นี้จะมีคนมาขายรูปวาดเยอะมากๆๆๆๆๆๆ เดินดูแล้วละลานไปหมด (อยากซื้อนะแต่ว่าไม่รู้จะขนกลับยังไงไม่ให้รูปช้ำ...)
 
เป้าหมายต่อไปคือน้ำพุเทรวี่ อันนี้เป็นคอลัมใหญ่ๆ ระหว่างทาง เห็นมีที่ปารีสด้วยเหมือนกัน
 
ถึงน้ำพุเทรวี่แล้ว เสียใจมากที่เค้าซ่อมบำรุงไปข้างนึงเลยถ่ายรูปแบบเต็มๆไม่ได้ 
 
จากนั้นก็ต้องทำตามประเพณีโยนเหรียญ ปี2009ที่เคยมาโยนเหรียญไว้ แล้วก็ได้กลับมาจริงๆด้วย ปีนี้เลยโยนอีกเผื่อได้กลับมาใหม่ (เวลาโยนเดินลงมาโยนข้างล่างนะคะ เห็นมีฝรั่งโยนลงมาจากข้างบนแล้วโดนหัวคนอื่น)
 
ต่อมาก็คือบันไดสเปน อยู่ห่างจากน้ำพุเทรวี่นิดหน่อย ดูแผนที่แล้วเดินมาได้หลายทางไม่มีหลงค่ะ
 
ปฎิมากรรมเรือล่มของแบร์เบอร์นี่นี่ ครั้งก่อนที่มาคนมุงเยอะมากถ่ายรูปไม่ได้ ปีนี้โชคดีคนน้อยเลยได้เห็นใกล้ๆซะที
 
พอเดินมาถึงตรงนี้ก็เหนื่อยพอดี เลยนั่งพักบนบันไดสเปนนี่แหล่ะ ได้บรรยากาศมากๆ
 
โบถส์ที่อยู่บนบันไดสเปน ข้างในไม่ได้ตกแต่งหรูหราอะไร แต่ว่าสงบดีค่ะ
 
วันที่สองของการเที่ยวอิตาลีจบลงที่บันไดสเปน ณ เวลา 5 โมงเย็น เดินเที่ยวทั้งวันแล้วขาล้ามากๆ โชคดีที่ตรงนี้มีรถไฟใต้ดินเลยกลับได้สะดวก เวลามาเที่ยวโรมวางแผนดีๆ นะคะว่าจะให้จบที่ไหน เลือกที่ที่มีรถไฟใต้ดินผ่านจะช่วยลดแรงเราได้มากค่ะ (เก็บแรงไว้เที่ยววันต่อๆไป)
 
แปะภาพพาโนราม่าของโคลอสเซียมปิดท้าย
ข้างในโคลอสเซียม
 
สนามด้านข้างมองเห็นโรมัน ฟอรั่ม
 
โรมัน ฟอรั่ม (มีโคลอสเซียมอยู่ด้านขวาด้วย เห็นกันมั๊ย?)
 
วิวจากตัวโคลอสเซียม
 
ประตูชัยกับสนามต่อสู้
 
วันที่สามก็ยังอยู่ที่โรมเป็นวันที่เอาไว้เก็บตกตามล่าหาฉากที่เหลือใน Angel & Demon ซึ่งก็คือวิหารแห่งดินและวิหารแห่งไฟค่ะ (ไปโรมนี่เก็บฉากสำคัญๆ หมดเลย ชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆ)